รอยพับที่ติ่งหู Frank’s Sign ทำนายโรคหัวใจ-เส้นเลือดหัวใจตีบ ได้จริงหรือไม่?

Frank’s Sign คืออะไร? รอยพับที่ติ่งหู พยากรณ์โรคหัวใจได้จริงหรือ?
เคยสังเกตไหมว่า บางคนมี รอยพับเฉียงบริเวณติ่งหู เป็นเส้นพาดจากด้านหน้าไปยังขอบล่างของติ่งหู หลายคนอาจคิดว่าเป็นเพียงริ้วรอยตามวัย แต่ในทางการแพทย์ รอยพับลักษณะนี้มีชื่อว่า Frank’s Sign หรือ Diagonal Earlobe Crease (DELC) และถูกศึกษามานานหลายทศวรรษถึงความเป็นไปได้ว่า อาจมีความเกี่ยวข้องกับโรคหัวใจและหลอดเลือด
อย่างไรก็ตาม Frank’s Sign ไม่ใช่เครื่องมือที่ใช้ยืนยันว่าใครเป็นโรคหัวใจ และไม่ได้หมายความว่าคนที่มีรอยพับนี้จะต้องเกิดหัวใจวายเสมอไป แต่เป็นหนึ่งในลักษณะทางร่างกายที่นักวิจัยให้ความสนใจ เนื่องจากพบความสัมพันธ์บางอย่างระหว่างรอยพับบริเวณติ่งหูกับโรคหลอดเลือดหัวใจในหลายการศึกษา
Frank’s Sign ถูกค้นพบได้อย่างไร?
จุดเริ่มต้นของการศึกษานี้มาจาก ดร.แซนเดอร์ส ที. แฟรงก์ (Dr. Sanders T. Frank) แพทย์ชาวอเมริกันที่สังเกตเห็นความเชื่อมโยงที่น่าสนใจระหว่าง “ติ่งหู” กับ “หัวใจ”
จากข้อมูลของ Stanford Medicine ระบุว่า ดร.แฟรงก์ พบว่า ผู้ป่วยโรคเจ็บหน้าอกจากหัวใจ หรือ Angina จำนวน 20 รายที่เขารักษา มีลักษณะคล้ายกัน คือมีรอยพับแนวเฉียงบริเวณติ่งหูทั้งหมด
จากการสังเกตดังกล่าว รอยพับนี้จึงถูกเรียกว่า “Frank’s Sign” ตามชื่อของแพทย์ผู้ค้นพบ และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการศึกษาว่า ลักษณะภายนอกของร่างกายอาจสะท้อนความผิดปกติของระบบหลอดเลือดได้หรือไม่
ลักษณะของ Frank’s Sign เป็นอย่างไร?
Frank’s Sign คือรอยพับเฉียงบริเวณติ่งหู โดยมักเริ่มจากบริเวณฐานติ่งหูด้านหน้าใกล้กับ tragus แล้วลากเฉียงลงไปยังขอบล่างของติ่งหูอีกด้านหนึ่ง
รอยพับดังกล่าวมักพบมากขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น เนื่องจากผิวหนังสูญเสียความยืดหยุ่นและมีการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อ แต่สิ่งที่ทำให้แพทย์สนใจคือ รอยพับนี้พบได้บ่อยในผู้ที่มีโรคหลอดเลือดหัวใจบางชนิด
ทำไมรอยพับที่ติ่งหูถึงอาจเกี่ยวข้องกับโรคหัวใจ?
แม้ว่ายังไม่มีคำอธิบายที่ยืนยันได้อย่างชัดเจน แต่หนึ่งในสมมติฐานที่ได้รับความสนใจคือ ความเกี่ยวข้องกับ หลอดเลือดปลายตัน (End Arteries) ซึ่งเป็นหลอดเลือดที่ส่งเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ รวมถึงหัวใจและบริเวณใบหู
หลอดเลือดประเภทนี้มีลักษณะพิเศษคือ หากเกิดการไหลเวียนเลือดผิดปกติ จะไม่มีหลอดเลือดอื่นเข้ามาทดแทนได้ง่าย นักวิจัยจึงตั้งข้อสังเกตว่า การเปลี่ยนแปลงของหลอดเลือดขนาดเล็กในร่างกาย อาจสะท้อนออกมาให้เห็นผ่านบริเวณติ่งหู
อีกแนวคิดหนึ่งมองว่า Frank’s Sign อาจเป็นตัวบ่งชี้ถึงกระบวนการเสื่อมของหลอดเลือด เช่น ภาวะหลอดเลือดแข็ง การอักเสบเรื้อรัง หรือความผิดปกติของเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน ซึ่งเป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับโรคหัวใจและหลอดเลือด

งานวิจัยพบว่า Frank’s Sign เกี่ยวข้องกับโรคหัวใจจริงหรือ?
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา มีงานวิจัยหลายฉบับศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างรอยพับที่ติ่งหูกับโรคหัวใจ โดยพบแนวโน้มที่น่าสนใจ แต่ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าเป็นสาเหตุโดยตรง
งานวิจัยปี 2014 ที่วิเคราะห์ข้อมูลจากหลายการศึกษา พบว่า รอยพับที่ติ่งหูมีความสัมพันธ์กับโรคหลอดเลือดหัวใจมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงด้านหัวใจอยู่แล้ว
ขณะที่งานวิจัยปี 2013 พบว่า Frank’s Sign มีความเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของโรคหัวใจขาดเลือด กล้ามเนื้อหัวใจตาย และโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ (Coronary Artery Disease)
อย่างไรก็ตาม นักวิจัยยังเน้นย้ำว่า Frank’s Sign ไม่สามารถใช้แทนการตรวจทางการแพทย์ เช่น การตรวจเลือด ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ หรือการตรวจหลอดเลือดหัวใจได้
Frank’s Sign อาจเกี่ยวข้องกับโรคหลอดเลือดสมองและหัวใจเต้นผิดจังหวะ
นอกจากโรคหัวใจแล้ว ยังมีการศึกษาที่พบว่า รอยพับเฉียงที่ติ่งหูอาจมีความเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงของ โรคหลอดเลือดสมองขาดเลือด (Ischemic Stroke)
งานวิเคราะห์ในปี 2017 ระบุว่า ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด เช่น ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง หรือเบาหวาน มักพบ Frank’s Sign ได้บ่อยกว่า
ต่อมาในปี 2024 มีงานวิจัยพบว่า ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจที่มีรอยพับติ่งหู อาจมีความเสี่ยงต่อภาวะหัวใจห้องบนเต้นผิดจังหวะ (Atrial Fibrillation) สูงกว่าผู้ป่วยที่ไม่มีรอยพับดังกล่าว
นักวิจัยระบุว่า DELC อาจเป็น “ตัวบ่งชี้ภายนอก” ที่ช่วยประเมินความเสี่ยงของภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจบางกลุ่มได้
ฮอร์โมนบางชนิดอาจมีส่วนเกี่ยวข้อง
งานวิจัยในปี 2021 พบว่า ผู้ที่มีทั้งโรคหลอดเลือดหัวใจและ Frank’s Sign อาจมีระดับฮอร์โมนบางชนิด เช่น Adropin และ Irisin ต่ำลง ซึ่งฮอร์โมนเหล่านี้เกี่ยวข้องกับการควบคุมระบบเผาผลาญและสุขภาพของหลอดเลือด
นักวิจัยตั้งสมมติฐานว่า ระดับฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงอาจเกี่ยวข้องกับการเกิดภาวะหลอดเลือดแข็งและตีบ ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงของหัวใจวายและโรคหลอดเลือดสมอง
นอกจากนี้ ยังมีการศึกษาพบว่า ผู้ที่มีรอยพับเฉียงที่ติ่งหูอาจมีระดับฮอร์โมน Klotho ต่ำลง โดยฮอร์โมนชนิดนี้มีบทบาทเกี่ยวข้องกับกระบวนการชะลอความเสื่อมของร่างกาย
มี Frank’s Sign ต้องกังวลหรือไม่?
คำตอบคือ ไม่จำเป็นต้องตกใจ เพราะรอยพับที่ติ่งหูไม่ใช่คำตัดสินว่าจะต้องเป็นโรคหัวใจ และคนจำนวนมากที่มี Frank’s Sign ก็ไม่ได้มีโรคหัวใจ
ศาสตราจารย์ทิม ชิโก (Tim Chico) ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจและหลอดเลือดจากมหาวิทยาลัยเชฟฟิลด์ อธิบายว่า โรคหลอดเลือดหัวใจไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับหัวใจ แต่เป็นปัญหาของระบบหลอดเลือดทั่วร่างกาย ซึ่งสามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อหัวใจวาย โรคหลอดเลือดสมอง โรคไต และภาวะสมองเสื่อมได้
ดังนั้น หากพบรอยพับบริเวณติ่งหู สิ่งสำคัญคือควรกลับมาดูแลสุขภาพหัวใจ โดยเฉพาะหากมีปัจจัยเสี่ยงอื่นร่วมด้วย
วิธีลดความเสี่ยงโรคหัวใจที่ควรทำ
- ควบคุมระดับไขมันในเลือด โดยเฉพาะ LDL
- ควบคุมความดันโลหิตและระดับน้ำตาล
- งดสูบบุหรี่
- เลือกรับประทานอาหารที่สมดุล ลดอาหารไขมันสูงและน้ำตาลสูง
- ควบคุมน้ำหนักและไขมันสะสมบริเวณหน้าท้อง
- ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
- นอนหลับให้เพียงพอ
- ตรวจสุขภาพหัวใจตามความเหมาะสม
สรุป
Frank’s Sign หรือรอยพับเฉียงที่ติ่งหู เป็นลักษณะทางกายภาพที่มีงานวิจัยจำนวนหนึ่งพบความสัมพันธ์กับโรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะและโรคหลอดเลือดสมอง
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังไม่ถือว่า Frank’s Sign เป็นเครื่องมือวินิจฉัยโรคหัวใจโดยตรง การมีรอยพับนี้ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเกิดหัวใจวาย แต่ควรถือเป็นโอกาสในการใส่ใจสุขภาพหัวใจมากขึ้น โดยเฉพาะการควบคุมปัจจัยเสี่ยงและตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ
แหล่งอ้างอิง
- Stanford Medicine – Stanford University School of Medicine: ข้อมูลเกี่ยวกับ Frank’s Sign และประวัติการค้นพบโดย Dr. Sanders T. Frank
- Lucenteforte E, et al. (2014). Ear lobe crease as a marker of coronary artery disease: A meta-analysis. International Journal of Cardiology.
- Shmilovich H, et al. (2012). Relation of diagonal ear lobe crease to the presence, extent, and severity of coronary artery disease. The American Journal of Cardiology.
- Nazzal S, et al. (2017). Diagonal Earlobe Crease (Frank's Sign): A Predictor of Cerebral Vascular Events.
- Więckowski K, et al. (2021). Diagonal Earlobe Crease (Frank's Sign) for Diagnosis of Cardiovascular Diseases: A Systematic Review.
- งานวิจัยด้าน Frank’s Sign และภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ (Atrial Fibrillation) ปี 2024 ใน Journal of Clinical Medicine
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี
.jpg?ip/resize/w728/q80/jpg)


