รอยพับที่ติ่งหู Frank’s Sign ทำนายโรคหัวใจ-เส้นเลือดหัวใจตีบ ได้จริงหรือไม่?

รอยพับที่ติ่งหู Frank’s Sign ทำนายโรคหัวใจ-เส้นเลือดหัวใจตีบ ได้จริงหรือไม่?

รอยพับที่ติ่งหู Frank’s Sign ทำนายโรคหัวใจ-เส้นเลือดหัวใจตีบ ได้จริงหรือไม่?
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

Frank’s Sign คืออะไร? รอยพับที่ติ่งหู พยากรณ์โรคหัวใจได้จริงหรือ?

เคยสังเกตไหมว่า บางคนมี รอยพับเฉียงบริเวณติ่งหู เป็นเส้นพาดจากด้านหน้าไปยังขอบล่างของติ่งหู หลายคนอาจคิดว่าเป็นเพียงริ้วรอยตามวัย แต่ในทางการแพทย์ รอยพับลักษณะนี้มีชื่อว่า Frank’s Sign หรือ Diagonal Earlobe Crease (DELC) และถูกศึกษามานานหลายทศวรรษถึงความเป็นไปได้ว่า อาจมีความเกี่ยวข้องกับโรคหัวใจและหลอดเลือด

อย่างไรก็ตาม Frank’s Sign ไม่ใช่เครื่องมือที่ใช้ยืนยันว่าใครเป็นโรคหัวใจ และไม่ได้หมายความว่าคนที่มีรอยพับนี้จะต้องเกิดหัวใจวายเสมอไป แต่เป็นหนึ่งในลักษณะทางร่างกายที่นักวิจัยให้ความสนใจ เนื่องจากพบความสัมพันธ์บางอย่างระหว่างรอยพับบริเวณติ่งหูกับโรคหลอดเลือดหัวใจในหลายการศึกษา

Frank’s Sign ถูกค้นพบได้อย่างไร?

จุดเริ่มต้นของการศึกษานี้มาจาก ดร.แซนเดอร์ส ที. แฟรงก์ (Dr. Sanders T. Frank) แพทย์ชาวอเมริกันที่สังเกตเห็นความเชื่อมโยงที่น่าสนใจระหว่าง “ติ่งหู” กับ “หัวใจ”

จากข้อมูลของ Stanford Medicine ระบุว่า ดร.แฟรงก์ พบว่า ผู้ป่วยโรคเจ็บหน้าอกจากหัวใจ หรือ Angina จำนวน 20 รายที่เขารักษา มีลักษณะคล้ายกัน คือมีรอยพับแนวเฉียงบริเวณติ่งหูทั้งหมด

จากการสังเกตดังกล่าว รอยพับนี้จึงถูกเรียกว่า “Frank’s Sign” ตามชื่อของแพทย์ผู้ค้นพบ และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการศึกษาว่า ลักษณะภายนอกของร่างกายอาจสะท้อนความผิดปกติของระบบหลอดเลือดได้หรือไม่

ResearchGate

ลักษณะของ Frank’s Sign เป็นอย่างไร?

Frank’s Sign คือรอยพับเฉียงบริเวณติ่งหู โดยมักเริ่มจากบริเวณฐานติ่งหูด้านหน้าใกล้กับ tragus แล้วลากเฉียงลงไปยังขอบล่างของติ่งหูอีกด้านหนึ่ง

รอยพับดังกล่าวมักพบมากขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น เนื่องจากผิวหนังสูญเสียความยืดหยุ่นและมีการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อ แต่สิ่งที่ทำให้แพทย์สนใจคือ รอยพับนี้พบได้บ่อยในผู้ที่มีโรคหลอดเลือดหัวใจบางชนิด

ทำไมรอยพับที่ติ่งหูถึงอาจเกี่ยวข้องกับโรคหัวใจ?

แม้ว่ายังไม่มีคำอธิบายที่ยืนยันได้อย่างชัดเจน แต่หนึ่งในสมมติฐานที่ได้รับความสนใจคือ ความเกี่ยวข้องกับ หลอดเลือดปลายตัน (End Arteries) ซึ่งเป็นหลอดเลือดที่ส่งเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ รวมถึงหัวใจและบริเวณใบหู

หลอดเลือดประเภทนี้มีลักษณะพิเศษคือ หากเกิดการไหลเวียนเลือดผิดปกติ จะไม่มีหลอดเลือดอื่นเข้ามาทดแทนได้ง่าย นักวิจัยจึงตั้งข้อสังเกตว่า การเปลี่ยนแปลงของหลอดเลือดขนาดเล็กในร่างกาย อาจสะท้อนออกมาให้เห็นผ่านบริเวณติ่งหู

อีกแนวคิดหนึ่งมองว่า Frank’s Sign อาจเป็นตัวบ่งชี้ถึงกระบวนการเสื่อมของหลอดเลือด เช่น ภาวะหลอดเลือดแข็ง การอักเสบเรื้อรัง หรือความผิดปกติของเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน ซึ่งเป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับโรคหัวใจและหลอดเลือด

งานวิจัยพบว่า Frank’s Sign เกี่ยวข้องกับโรคหัวใจจริงหรือ?

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา มีงานวิจัยหลายฉบับศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างรอยพับที่ติ่งหูกับโรคหัวใจ โดยพบแนวโน้มที่น่าสนใจ แต่ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าเป็นสาเหตุโดยตรง

งานวิจัยปี 2014 ที่วิเคราะห์ข้อมูลจากหลายการศึกษา พบว่า รอยพับที่ติ่งหูมีความสัมพันธ์กับโรคหลอดเลือดหัวใจมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงด้านหัวใจอยู่แล้ว

ขณะที่งานวิจัยปี 2013 พบว่า Frank’s Sign มีความเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของโรคหัวใจขาดเลือด กล้ามเนื้อหัวใจตาย และโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ (Coronary Artery Disease)

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยยังเน้นย้ำว่า Frank’s Sign ไม่สามารถใช้แทนการตรวจทางการแพทย์ เช่น การตรวจเลือด ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ หรือการตรวจหลอดเลือดหัวใจได้

stanford

Frank’s Sign อาจเกี่ยวข้องกับโรคหลอดเลือดสมองและหัวใจเต้นผิดจังหวะ

นอกจากโรคหัวใจแล้ว ยังมีการศึกษาที่พบว่า รอยพับเฉียงที่ติ่งหูอาจมีความเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงของ โรคหลอดเลือดสมองขาดเลือด (Ischemic Stroke)

งานวิเคราะห์ในปี 2017 ระบุว่า ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด เช่น ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง หรือเบาหวาน มักพบ Frank’s Sign ได้บ่อยกว่า

ต่อมาในปี 2024 มีงานวิจัยพบว่า ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจที่มีรอยพับติ่งหู อาจมีความเสี่ยงต่อภาวะหัวใจห้องบนเต้นผิดจังหวะ (Atrial Fibrillation) สูงกว่าผู้ป่วยที่ไม่มีรอยพับดังกล่าว

นักวิจัยระบุว่า DELC อาจเป็น “ตัวบ่งชี้ภายนอก” ที่ช่วยประเมินความเสี่ยงของภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจบางกลุ่มได้

ฮอร์โมนบางชนิดอาจมีส่วนเกี่ยวข้อง

งานวิจัยในปี 2021 พบว่า ผู้ที่มีทั้งโรคหลอดเลือดหัวใจและ Frank’s Sign อาจมีระดับฮอร์โมนบางชนิด เช่น Adropin และ Irisin ต่ำลง ซึ่งฮอร์โมนเหล่านี้เกี่ยวข้องกับการควบคุมระบบเผาผลาญและสุขภาพของหลอดเลือด

นักวิจัยตั้งสมมติฐานว่า ระดับฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงอาจเกี่ยวข้องกับการเกิดภาวะหลอดเลือดแข็งและตีบ ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงของหัวใจวายและโรคหลอดเลือดสมอง

นอกจากนี้ ยังมีการศึกษาพบว่า ผู้ที่มีรอยพับเฉียงที่ติ่งหูอาจมีระดับฮอร์โมน Klotho ต่ำลง โดยฮอร์โมนชนิดนี้มีบทบาทเกี่ยวข้องกับกระบวนการชะลอความเสื่อมของร่างกาย

มี Frank’s Sign ต้องกังวลหรือไม่?

คำตอบคือ ไม่จำเป็นต้องตกใจ เพราะรอยพับที่ติ่งหูไม่ใช่คำตัดสินว่าจะต้องเป็นโรคหัวใจ และคนจำนวนมากที่มี Frank’s Sign ก็ไม่ได้มีโรคหัวใจ

ศาสตราจารย์ทิม ชิโก (Tim Chico) ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจและหลอดเลือดจากมหาวิทยาลัยเชฟฟิลด์ อธิบายว่า โรคหลอดเลือดหัวใจไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับหัวใจ แต่เป็นปัญหาของระบบหลอดเลือดทั่วร่างกาย ซึ่งสามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อหัวใจวาย โรคหลอดเลือดสมอง โรคไต และภาวะสมองเสื่อมได้

ดังนั้น หากพบรอยพับบริเวณติ่งหู สิ่งสำคัญคือควรกลับมาดูแลสุขภาพหัวใจ โดยเฉพาะหากมีปัจจัยเสี่ยงอื่นร่วมด้วย

วิธีลดความเสี่ยงโรคหัวใจที่ควรทำ

  • ควบคุมระดับไขมันในเลือด โดยเฉพาะ LDL
  • ควบคุมความดันโลหิตและระดับน้ำตาล
  • งดสูบบุหรี่
  • เลือกรับประทานอาหารที่สมดุล ลดอาหารไขมันสูงและน้ำตาลสูง
  • ควบคุมน้ำหนักและไขมันสะสมบริเวณหน้าท้อง
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
  • นอนหลับให้เพียงพอ
  • ตรวจสุขภาพหัวใจตามความเหมาะสม

สรุป

Frank’s Sign หรือรอยพับเฉียงที่ติ่งหู เป็นลักษณะทางกายภาพที่มีงานวิจัยจำนวนหนึ่งพบความสัมพันธ์กับโรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะและโรคหลอดเลือดสมอง

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังไม่ถือว่า Frank’s Sign เป็นเครื่องมือวินิจฉัยโรคหัวใจโดยตรง การมีรอยพับนี้ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเกิดหัวใจวาย แต่ควรถือเป็นโอกาสในการใส่ใจสุขภาพหัวใจมากขึ้น โดยเฉพาะการควบคุมปัจจัยเสี่ยงและตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ

แหล่งอ้างอิง

  1. Stanford Medicine – Stanford University School of Medicine: ข้อมูลเกี่ยวกับ Frank’s Sign และประวัติการค้นพบโดย Dr. Sanders T. Frank
  2. Lucenteforte E, et al. (2014). Ear lobe crease as a marker of coronary artery disease: A meta-analysis. International Journal of Cardiology.
  3. Shmilovich H, et al. (2012). Relation of diagonal ear lobe crease to the presence, extent, and severity of coronary artery disease. The American Journal of Cardiology.
  4. Nazzal S, et al. (2017). Diagonal Earlobe Crease (Frank's Sign): A Predictor of Cerebral Vascular Events.
  5. Więckowski K, et al. (2021). Diagonal Earlobe Crease (Frank's Sign) for Diagnosis of Cardiovascular Diseases: A Systematic Review.
  6. งานวิจัยด้าน Frank’s Sign และภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ (Atrial Fibrillation) ปี 2024 ใน Journal of Clinical Medicine
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล